ฐานข้อมูลงานวิจัย วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น
Research Repository

ค้นหางานวิจัย

วิทยานิพนธ์ • การค้นคว้าอิสระ • สารนิพนธ์ ของนักศึกษาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น

10
งานวิจัยทั้งหมด
10
ระดับปริญญาโท
0
ระดับปริญญาตรี
2
ปีการศึกษา
พบ 10 รายการ
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3
Development of Science Learning Activity Package on Force and Motion to Enhance Analytical Thinking Skills for Grade 3 Primary School Students
นางสาวพัชรินทร์ จันใหม่ ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 28 ครั้ง
การศึกษานี้มีวัตถุประสงคพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 วิธีดำเนินการโดยใช้กระบวนการศึกษาและพัฒนา 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อน ที่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75 /75 ผู้ศึกษาดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน พิจารณาความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และหาประสิทธิภาพแบบ 1:1 กับนักเรียนจำนวน 3 คน และ 9 คน เพื่อตรวจสอบความชัดจนของภาษา เวลาในการจัดกิจกรรม และทดลองใช้กับนักเรียน 30 คน เพื่อหาประสิทธิภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา แบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ร้อยละ (Percentage) ขั้นตอนที่ 2 การทดลองและศึกษาผลการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กับกลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent) และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้ด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษาพบว่า การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการ เคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.54 , S.D. = 0.60) ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.14 , S.D. = 0.86) และผลการหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 75.07/76.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 75/75 2. การทดลองและศึกษาการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 2.1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.3 พึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.64, S.D.=0.51)
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
เรื่องการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ไทยสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนภาษาไทยในศูนย์การเรียนรู้ซูแมคี
Development of Learning Activity Package on Consonants and Thai Tones for Thai Language Study in the Thoo Mweeh Khee Learning Center
นางสาวพรรณราย คชพิชญ์ ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 23 ครั้ง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ไทย สำหรับผู้เริ่มต้นเรียนภาษาไทยในศูนย์การเรียนรู้ซูแมคี โดยมุ่งเน้นส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียน โดยดำเนินการวิจัยใน 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ (2) การทดลองใช้ชุดกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนแรก ผู้วิจัยได้ออกแบบและสร้างชุดกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านประเมินความเหมาะสม ก่อนนำไปทดลองใช้แบบ 1:1 กับนักเรียน 3 คน และ 9 คน ตามลำดับ เพื่อปรับปรุงความชัดเจนของภาษาและเวลาในการจัดกิจกรรม จากนั้นทดลองใช้กับนักเรียน 30 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ 80/80 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรม และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ขั้นตอนที่สอง ทำการทดลองใช้ชุดกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเก็บข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบวัดความสามารถในการอ่านและเขียน รวมถึงแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบ t-test แบบไม่อิสระ พบว่า 1. ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.35, S.D. = 0.48) และมีประสิทธิภาพ 81.28/82.25 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนมีความสามารถในการอ่านและเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58, S.D. = 0.49) คำสำคัญ: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย, ความสามารถในการอ่านและการเขียน, ผู้เริ่มต้นเรียนภาษาไทย, ศูนย์การเรียนรู้ซูแมคี
# คำสำคัญ: การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย # ความสามารถในการอ่านและการเขียน # ผู้เริ่มต้นเรียนภาษาไทย # ศูนย์การเรียนรู้ซูแมคี
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาเคมี1 โดยเน้นกระบวนการสืบสอบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4
The Development of Chemistry Learning Management to Enhance Analysis Thinking Abiliyt Based on Inquiry Instruction Approach for Secondary School Grade 4
นางสาวปภาอร โคตระภู ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 19 ครั้ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาเคมี 1 โดยเน้นกระบวนการสืบสอบ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดวิเคราะห์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยดำเนินการวิจัยและพัฒนา 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเคมี 1 โดยเน้นกระบวนการสืบสอบ โดยผู้วิจัยได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ แล้วนำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน เพื่อประเมินความเหมาะสม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.70, S.D. = 0.35) จากนั้นดำเนินการทดลองแบบรายบุคคลกับนักเรียน 3 คน และกลุ่มขนาดเล็ก 9 คน เพื่อพัฒนาและปรับปรุงด้านภาษา เนื้อหา และเวลาที่ใช้จัดกิจกรรม ก่อนนำไปทดลองใช้จริงกับนักเรียนจำนวน 30 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของแผน โดยใช้เกณฑ์ 75/75 ผลการทดลองพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 76.93/76.26 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้แผนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 34 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกระบวนการสืบสอบอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.69, S.D. = 0.55) จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้วิชาเคมี 1 ที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้, กระบวนการสืบสอบ, ความคิดวิเคราะห์, วิชาเคมี 1
# คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้ # กระบวนการสืบสอบ # ความคิดวิเคราะห์ # วิชาเคมี 1
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1
Development of a Training Course on Making Herbal Drinks Based on the four Basic Elements for Mathayomsueksa 1 Students
นางสาวทิพย์ฉัตร พรหมคีรี ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 14 ครั้ง
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการเกี่ยวกับการทำเครื่องดื่มสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการทำเครื่องดื่มสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน และตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร 3) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรที่พัฒนาขึ้น และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตร โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 240 คน โดยใช้แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนมีความต้องการเรียนรู้การทำเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัว โดยมีค่าความจำเป็น (PNI modified) เท่ากับ 0.50 ขั้นที่ 2 การสร้างหลักสูตรและตรวจสอบคุณภาพ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความเป็นมาและความสำคัญ 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยที่ 1 รู้จักสมุนไพร หน่วยที่ 2 ประเภทของสมุนไพร และหน่วยที่ 3 การทำเครื่องดื่มสมุนไพร 4) การนำหลักสูตรไปใช้ 5) การประเมินผล 6) สื่อ/วัสดุอุปกรณ์ และ 7) ระยะเวลา ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด จากการศึกษานำร่องกับนักเรียน 20 คน พบข้อเสนอแนะที่ควรปรับปรุง เช่น เวลาไม่เพียงพอในบางกิจกรรม และนักเรียนไม่มีพื้นฐานเรื่องธาตุเจ้าเรือน จำเป็นต้องมีการเรียนรู้เบื้องต้นก่อนฝึกปฏิบัติ ขั้นที่ 3 ศึกษาผลการใช้หลักสูตรกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 30 คน พบว่า นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพรและการทำเครื่องดื่มสมุนไพรเพิ่มขึ้นหลังอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสามารถในการทำเครื่องดื่มสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือนอยู่ในระดับมากที่สุด ขั้นที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อหลักสูตรฝึกอบรม พบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
# คำสำคัญ: การพัฒนา # หลักสูตรฝึกอบรม # เครื่องดื่มสมุนไพร # ธาตุเจ้าเรือน
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
The Development of Mathematics Learning Activity Packages Using Polya’s Problem-Solving Process Integrated with Board Games to enhance Mathematic Problem Solving-Process for primary school student grade 3
นายดลวัต พรเวียง ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 28 ครั้ง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษามี 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และนำไปทดลอง (Try out) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ กับนักเรียนกลุ่มอย่าง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 9 คน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมฯ มีจำนวน 5 ชุด มีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมฯ มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 76.70/76.20 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลการประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกมฯทำให้นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาอยู่ในระดับดี ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกม มีประสิทธิผลสูงหรือทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่เพิ่มขึ้น และความพึงพอใจของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด
# คำสำคัญ : ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ # กระบวนการโพลยาร่วมกับบอร์ดเกม
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เพื่อเสริมสร้างความคิดรวบยอด สำหรับเด็กปฐมวัย
Development of Learning Experiences Based on Stem Concepts to Enhance for Early Childhood
นางณภัทร จันทร์กระจ่าง ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 62 ครั้ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดรวบยอดสำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้กระบวนการวิจัย และพัฒนา (R&D) แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของแผนการจัด ประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา และ (2) การทดลองใช้และศึกษาผลของแผนการจัดประสบการณ์ ที่พัฒนาขึ้นในขั้นตอนแรก ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และกรอบแนวทางจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดสะ เต็มศึกษาและการคิดรวบยอดของเด็กปฐมวัย เพื่อใช้ในการออกแบบแผนการจัดประสบการณ์ จำนวน 3 แผน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาที่ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การระบุ ปัญหา 2) การรวบรวมข้อมูลและแนวคิด 3) การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 4) การวางแผนและ ดำเนินการ 5) การทดสอบและปรับปรุง และ 6) การนำเสนอผลงานแผนการจัดประสบการณ์ดังกล่าว ได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเบื้องต้นเพื่อ ปรับปรุงด้านภาษา เนื้อหา และเวลา ก่อนนำไปทดลองใช้จริงกับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียน เทศบาลวัดดอนแก้ว จำนวน 42 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) ขั้นตอนที่สองเป็นการทดลองและศึกษาผลการใช้แผน โดยวัดความสามารถในการคิดรวบยอดก่อน และหลังการจัดประสบการณ์ด้วยแบบทดสอบ และประเมินความพึงพอใจของเด็กที่มีต่อการจัด ประสบการณ์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดรวบยอด แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent) พบว่า 1) แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีความเหมาะสมใน ระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.40, S.D. = 0.50) และมีประสิทธิภาพ 78.13/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ (75/75) 2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามแผนมีความสามารถในการคิดรวบ ยอดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ต่อการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.67, S.D. = 0.47)
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามกระบวนการสืบเสาะ 5E เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
The Development of a Science Learning Activity Package Based on the 5e Inquiry-Based Learning Model on 'Fascinating Electricity' to Enhance the Learning Achievement of Grade 6 Students.
นางสาวกมลชนก ปลื้มบุญ ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 42 ครั้ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เรื่อง “ไฟฟ้าน่ารู้” เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ (2) การทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ กับกลุ่มตัวอย่าง ในขั้นตอนแรก ผู้วิจัยได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 5 ชุด ตามกระบวนการ 5E และให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมของชุดกิจกรรม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.68, S.D. = 0.37) จากนั้นดำเนินการทดลองแบบรายบุคคล 1:1 กับนักเรียน 3 คน และ 9 คน เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของภาษา ความเหมาะสมของเวลา และกิจกรรม ก่อนนำไปใช้จริงกับนักเรียน 30 คน เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม โดยใช้เกณฑ์ 75/75 ผลปรากฏว่าชุดกิจกรรมมีประสิทธิภาพ 76.23/88.76 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในขั้นตอนที่สอง ผู้วิจัยทดลองใช้ชุดกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 39 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test แบบ Dependent ผลการทดลองพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียน พบว่ามีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.78, S.D. = 0.42) ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบเสาะ 5E เรื่อง “ไฟฟ้าน่ารู้” ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สามารถส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และได้รับความพึงพอใจจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างชัดเจน จึงสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเบสิคบาริสต้า : พื้นฐานการเป็นบาริสต้ามืออาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
Training Curriculum Development to Enhance Basic Barista Skills for Grade 3 Students
นายครรชิตพล อุ่นละม้าย ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 11 ครั้ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเบสิคบาริสต้า: พื้นฐานการเป็นบาริสต้ามืออาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรดังกล่าว โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร โดยเริ่มจากการศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นของนักเรียน จากนั้นจัดทำร่างหลักสูตรฝึกอบรมเบสิคบาริสต้า ซึ่งประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเป็นมาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ เนื้อหาการฝึกอบรม 3 หน่วย ได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกาแฟ การจัดการกาแฟและสูตรกาแฟ และบาริสต้ากับการสร้างสรรค์งานกาแฟ) การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินผล สื่อ/วัสดุอุปกรณ์ และระยะเวลา ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอหลักสูตรแก่ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและดำเนินการศึกษานำร่องกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการนำหลักสูตรไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความสอดคล้องและความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสะบ้าย้อยวิทยา จังหวัดสงขลา จำนวน 30 คน ซึ่งสมัครเข้ารับการอบรมโดยสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินความสามารถในการเป็นบาริสต้า และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องและเหมาะสมในระดับมากที่สุด. นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบาริสต้าหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสามารถในการเป็นบาริสต้าในระดับมากที่สุด.ความพึงพอใจของนักเรียนต่อหลักสูตรฝึกอบรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) นักเรียนมีความต้องการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้และประกอบอาชีพบาริสต้าในอนาคต คำสำคัญ: การพัฒนา, หลักสูตรฝึกอบรม, เบสิคบาริสต้า
# คำสำคัญ: การพัฒนา # หลักสูตรฝึกอบรม # เบสิคบาริสต้า
📝 การค้นคว้าอิสระ ป.โท ภายในสถาบัน ปี 2568
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
The Development of Thai Language Learning Activity Packages on Final Consonant Clusters Through Inquiry-Based Learning Process to Enhance Reading and Writing Skillsfor Grade 3 Students
นางสาวเมทินี จันน้อย ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต/สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน 10 ครั้ง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-Based Learning) เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยดำเนินการวิจัยและพัฒนา (R&D) 2 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม และ (2) การทดลองใช้ชุดกิจกรรมและศึกษาผลการเรียนรู้ของนักเรียนในขั้นตอนแรก. ผู้วิจัยได้ออกแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 5 ชุด ตามขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจสอบความเหมาะสมของกิจกรรม และนำไปทดลองใช้เบื้องต้นกับนักเรียนจำนวน 3 และ 9 คน เพื่อปรับปรุงด้านภาษา เนื้อหา และระยะเวลา ก่อนนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 30 คน เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ 80/80 .เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด แบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรม แบบวัดความสามารถในการอ่านและการเขียน และแบบประเมินความพึงพอใจ. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ร้อยละ (Percentage) และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent) .ในขั้นตอนที่สอง ผู้วิจัยดำเนินการทดลองใช้ชุดกิจกรรมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนในสังกัด โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 30 คน และวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการอ่านและเขียนก่อนและหลังเรียน. ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.28, S.D. = 0.71) และมีประสิทธิภาพ 85.27/84.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) 2) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านและการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.79, S.D. = 0.44) จากผลการศึกษาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเสริมสร้างความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิผล
📄 วิทยานิพนธ์ ป.โท เข้าถึงได้สาธารณะ ปี 2565
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหา ของโพลยา เรื่อง ฟังก์ชันเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5
The Development of a set Mathematics Learning Activities Based on Polya's Problem-Solving Method on the topic of Functions to Enhance Mathematics Achievement for Grade 11 Students
นางสาวสุภัทริดา วุ่นพ่วง ดร.กรรณิการ์ ทองรักษ์ บริการหารศึกษา 81 ครั้ง
การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ 75/75 โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และทดลองนำร่องโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 27 คน 2) การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนบ้านแม่อุสุวิทยา จังหวัดตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 จำนวน 27 คน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีผลต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) การสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพระหว่างเรียน/หลังเรียนเท่ากับ 79.79/81.48 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 75/75 2) การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน พบว่าค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.00 คะแนน และค่าเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 23.41 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เรื่องฟังก์ชัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีค่าเฉลี่ย (X̄) เท่ากับ 4.29 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.18 อยู่ในระดับมาก
# การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ # การพัฒนา